การใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับประชาชน

เกี่ยวกับแอปพลิเคชัน

คำอธิบาย

    แอปพลิเคชันให้ข้อมูลการใช้ยาอย่างรอบรู้ในยุคดิจิทัล ด้วยการค้นหารายการยา และ scan QR Code บนหน้าซองยา เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนในการบันทึกข้อมูลยาของตน สามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้ยาและองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาที่ที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ รวมถึงสามารถค้นหาโรงพยาบาลและร้านยาคุณภาพได้ พัฒนาโดยเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย (ศมสท.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

คู่มือการใช้งานแอปพลิเคชัน

ดาวน์โหลดคู่มือการใช้งาน

 

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับ App Store

Scan QR Code

หรือ กดเพื่อดาวน์โหลด

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับ Google Play

Scan QR Code

หรือ กดเพื่อดาวน์โหลด

สื่อ/วีดีทัศน์แอปพลิเคชัน RDU รู้เรื่องยา

โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

ดาวน์โหลดโปสเตอร์

 

สแตนดี้ประชาสัมพันธ์

กำลังดำเนินการ

 

คลิปประชาสัมพันธ์

RDU Mobile Appilcation - คลิปวีดีโอแนะนำแอปพลิเคชั่น RDU ค้นหาข้อมูลยา การใช้ยาที่ถูกต้องสมเหตุผล


แอพพลิเคชั่น RDU เพิ่มความปลอดภัยการใช้ยา (9 ม.ค. 60) - รายงานพิเศษ : แอพพลิเคชั่น RDU เพิ่มความปลอดภัยการใช้ยา ทางช่อง TNN24 ออกอากาศทางทีวีช่อง 16


ตรวจสอบข้อมูลยา ผ่านแอปพลิเคชัน RDU (10 ม.ค. 60) - รายการจับตาสถานการณ์ วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 10.00 - 12.30 น. ทางไทยพีบีเอส

 

1. การใช้ยามากเกินจำเป็น - Polypharmacy (UHosNet)

การใช้ยามากเกินจำเป็น (Polypharmacy) จะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าการช่วยรักษา ดังนั้นการใช้ยาที่ปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้

1. ไม่ใช้ยาที่ได้ผลเหมือนกันพร้อมกันหลายชนิด

2. ไม่ใช้ยาจากการบอกต่อ หรือโฆษณาเกินจริง

3. ไม่เพิ่มปริมาณยาเอง

4. ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรเมื่อรับยาหลายๆ ที่

           จำไว้ว่า "ควรใช้ยาตามความจำเป็นจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น"

สามารถกดรับชมสื่อการใช้ยามากเกินจำเป็นได้ที่นี่

 

2. ความไม่ร่วมมือในการใช้ยาตามสั่ง - Non-compliance (UHosNet)

ความไม่ร่วมมือในการใช้ยาตามสั่ง (Non-compliance) ผู้ป่วยมักคิดว่าเมื่ออาการหายดีแล้วก็หยุดกินยาได้เอง ซึ่งอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ จึงควรใช้ยาให้ถูกต้องดังนี้

1. ใช้ยาตามวิธีที่ระบุไว้ในฉลาก

2. ใช้ยาต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

3. ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง

"ควรใช้ยาตามแพทย์สั่ง เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดในการรักษา"

สามารถกดรับชมสื่อความไม่ร่วมมือในการใช้ยาตามสั่งได้ที่นี่

 

3. การแพ้ยา - Drug Allergy (UHosNet)

การแพ้ยา (Drug Allergy) การแพ้ยาสามารถเกิดได้กับทุกคน ซึ่งอาการแพ้ยามีหลายอย่าง ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนรุนแรงถึงเสียชีวิต ดังนั้นเพื่อลดโอกาสและความรุนแรงในการแพ้ยา ควรปฏิบัติดังนี้

ถ้าเคยแพ้ยา 

     (1) ควรจำชื่อยาและอาการที่เคยแพ้

     (2) แสดงบัตรแพ้ยา หรือแจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้งแก่แพทย์และเภสัชกร

ถ้าใช้ยาแล้วมีอาการผิดปกติ

     มีอาการคัน ปากบวม ตามัว เจ็บผิวหนัง หรืออาการอื่นๆ ที่ไม่แน่ใจ ควรหยุดยาที่สงสัยและนำยาไปปรึกษาแพทย์

สามารถกดรับชมสื่อการแพ้ยาได้ที่นี่

 

4. การเก็บรักษายา - Storage (UHosNet)

การเก็บรักษายา (Storage) หากเก็บยาไม่ถูกต้องอาจส่งผลลดฤทธิ์การรักษาและเป็นอันตรายได้ วิธีเก็บยาที่ถูกต้อง คือ

1. เก็บยาในที่แห้ง ปิดสนิท

2. ห้ามเก็บยาในห้องน้ำ ในที่แดดส่อถึง หรือในรถ

3. ยาบางชนิดต้องเก็บในตู้เย็นช่องเย็นธรรมดา ไม่เก็บในช่องแช่แข็ง

4. ไม่แกะยาออกจากแผงล่วงหน้า เพราะยาอาจเสื่อมสภาพ

สามารถกดรับชมสื่อการเก็บรักษายาได้ที่นี่

 

5. สรรหายา/สมุนไพร/ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาใช้ - Self-medication (UHosNet)

สรรหายา/สมุนไพร/ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาใช้ (Self-medication) เราไม่ควรซื้อยา / สมุนไพร / ผลิตภัณฑ์มากินเองตามคำโฆษณาชวนเชื่อ เพราะอาจมีสารที่เป็นอันตรายและส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ยาที่ดีที่สุดและเห็นผลอย่างยั่งยืนสำหรับทุกโรคและทุกคน คือ

1. กินอาหารที่มีประโยชน์

2. พักผ่อนให้เพียงพอ

3. ออกกำลังกานสม่ำเสมอ

สามารถกดรับชมสื่อสรรหายา/สมุนไพร/ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาใช้ได้ที่นี่

 

6. การใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ - Special Population (UHosNet)

การใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ (Special Population) ผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ หมายถึง เด็ก ผู้สูงวัย หญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยามากขึ้น เพราะอาจเสี่ยงต่อพิษจากยา โดยเฉพาะในเด็กต้องอ่านวิธีการผสมยาและการตวงยาให้ได้ขนาดที่ถูกต้อง และใช้อุปกรณ์ตวงยามาตรฐานเสมอ ก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

สามารถกดรับชมสื่อการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มพิเศษได้ที่นี่ 

 

7. การใช้ยาอย่างสมเหตุผล - Rational Drug Use (UHosNet)

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use) 

          5 ไม่

          5 ให้

1. ไม่กินยาผิดเวลา

1. ให้อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำแนะนำ

2. ไม่เพิ่ม ลด หรือหยุดยาเองตามใจชอบ

2. ให้ใช้ยาเมื่อจำเป็น

3. ไม่ใช้ยาของคนอื่น

3. ให้จัดเก็บยาอย่างถูกต้อง

4. ไม่ซื้อยากินเองซ้ำซ้อน

4. ให้นำยามาด้วยเมื่อมาโรงพยาบาล

5. ไม่เชื่อคำโฆษณาเชิญชวน

5. ให้แจ้งชื่อยาที่แพ้เสมอ

สามารถกดรับชมสื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลได้ที่นี่

 

8. การใช้ยาให้ถูกกับโรค (PSI)

การใช้ยาให้ถูกกับโรคนั้นมีหลัก 5 ประการเพื่อให้เกิดการใช้ยาที่ถูกต้อง

1. ใช้ยาให้ถูกโรค

2. ใช้ยาให้ถูกคน

3. ใช้ยาให้ถูกเวลา

4. ใช้ยาให้ถูกขนาด

5. ใช้ยาให้ถูกวิธี

การเลือกใช้ยาควรเป็นหน้าที่ของแพทย์หรือเภสัชกรในการวินิจฉัยโรคและจ่ายยา หากมีความจำเป็นต้องซื้อยาทานเองต้องปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง

สามารถกดรับชมสื่อการใช้ยาให้ถูกกับโรคได้ที่นี่

 

9. การใช้ยาให้ถูกเวลา (PSI)

การใช้ยาให้ถูกเวลานั้นมีข้อกำหนดระยะเวลาในการทานยา และกรณีลืมทานยา ดังนี้

1. ยาก่อนอาหาร

ควรรับประทานตอนท้องว่าง หรือก่อนอาหาร 15-20 นาที เพื่อให้ยาถูกดูดซึมได้ดีที่สุด และเกิดประสิทธิผลในการรักษา

2. ยาหลังอาหาร 

เพื่อให้อาหารมาช่วยในการดูดซึมยา จึงรับประทานหลังอาหาร

3. ยาหลังอาหารทันที 

จำเป็นต้องมีอาหารรองท้องและทานหลังอาหารทันที เพื่อป้องกันการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร

4. ยาก่อนนอน

ทานก่อนนอนเวลากลางคืน

เมื่อลืมทานยา : ห้ามเพิ่มขนาดยาในการทานมื้อถัดไป

สามารถกดรับชมสื่อการใช้ยาให้ถูกเวลาได้ที่นี่

 

10. การใช้ยาพาราเซตามอลอย่างถูกต้อง (PSI)

การใช้ยาพาราเซตามอลอย่างถูกต้อง ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว เพราะการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมีผลอันตรายต่อตับ 

ห้ามทานยาพาราเซตามอลเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง

ห้ามทานยาพาราเซตามอลเกิน 4,,000 มิลลิกรัมต่อวัน

สามารถกดรับชมสื่อการใช้ยาพาราเซตามอลอย่างถูกต้องได้ที่นี่

 

11. การดื้อยา (PSI)

การดื้อยา

ปัจจุบันเชื้อดื้อยาเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น ตามผลการวิจัยระบุว่า ทุกๆ 15 นาที จะมีคนไทยเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ และยาปฏิชีวนะใช้กำจัดเชื้อเฉพาะแบคทีเรียเท่านั้น การใช้ยาไม่ตรงข้อบ่งชี้ เช่น การกินยาปฏิชีวนะเผื่อไว้ก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการเจ็บคอส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสหากทานยาปฏิชีวนะจะเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นต้น

สามารถกดรับชมสื่อการดื้อยาได้ที่นี่

 

12. ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจำเป็นกับร่างกายเราหรือไม่ ? (PSI)

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจำเป็นกับร่างกายเราหรือไม่ ?

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถรักษาโรคได้ หากทานอาหารครบ 5 หมู่ ก็จะได้รับสารอาหารครบถ้วน

ก่อนเลือกทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรปรึกษาเภสัชกร

สามารถกดรับชมสื่อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจำเป็นกับร่างกายเราหรือไม่ได้ที่นี่

 

13. ยาชุดอันตราย (PSI)

ยาชุดอันตราย

ยาชุดมีสารอันตราย หากทานยาชุดเป็นเวลานานอาจทำให้ ไตฝ่อ ไตวาย กระดูกหักง่าย ตาเป็นต้อหิน ต้อกระจก นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย เลือดออกในกระเพาะอาหาร หรืออาจติดเชื้อเป็นอันตรายถึงชีวิต การใช้ยาทุกครั้งควรปรึกษาเภสัชกร

สามารถกดรับชมสื่อยาชุดอันตรายได้ที่นี่

 

14. ยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก (PSI)

ยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก

วิธีคำนวณยาพาราเซตามอลในเด็ก สิ่งที่ต้องรู้ คือ (1) น้ำหนักตัวและอายุ  (2) ความเข้มข้นของยาใน 1 ช้อนชา

การคำนวณ : เด็กได้ยา 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) X ปริมาณยาที่ต้องใช้ (10-15 มิลลิกรัม)

สามารถกดรับชมสื่อยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กได้ที่นี่

 

15. อันตรายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน (PSI)

อันตรายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรได้รับคำแนะนำจากเภสัชกร เพราะบางผลิตภัณฑ์อาจใส่สารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางที่จะไปลดสารสื่อประสาท ส่งผลให้ไม่รู้สึกหิว อืลิ่มเร็วขึ้น ปากแห้ง คลื่่นไส้ ไตวาย ท้องผูก ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ปวดหัว นอนไม่หลับ มีโอกาสเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดตีบตัน อาจเสียชีวิต การทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

สามารถกดรับชมสื่ออันตรายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอ้วนได้ที่นี่

 

16. การเช็ดตัวเด็กเมื่อเป็นไข้ (PSI)

การเช็ดตัวเด็กเมื่อเป็นไข้

การชักเมื่อไข้สูงมักไม่เกิดในเด็อายุ 6 ปีขึ้นไป การรักษาไข้ไม่ใช่การรักษาอุณหภูมิให้ปกติ แต่เป็นการลดความทุกข์ทรมานจากพิษไข้เท่านั้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ เม็ดเลือดขาวจะทำงานได้ดี และร่างกายจะเยียวยาตัวเองได้ ดังนั้นการปลุกเด็กขึ้นมาเช็ดตัวเมื่อหลับแล้วไม่ควรทำ

สามารถกดรับชมสื่อการเช็ดตัวเด็กเมื่อเป็นไข้ได้ที่นี่

 

17. ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ

ยาปฏิชีวนะ เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Antibiotic) ใช้รักษาเฉพาะกับโรคทีติดเชื้อแบคทีเรีย

ยาแก้อักเสบ (ยาต้านอักเสบ) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดอาการอักเสบ ลดอาการปวด บวม แดง ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

"ยาปฏิชีวนะ ≠ ยาแก้อักเสบ"

สามารถกดรับชมสื่อ ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบได้ที่นี่

 

18. รณรงค์ซองยาต้องมีชื่อยา

รณรงค์ซองยาต้องมีชื่อยา - โครงการรณรงค์เขียนชื่อยาบนซองยา

          ลดปัญหา

                         - การแพ้ยาซ้ำ

                         - ได้รับยาเกินขนาดซ้ำซ้อน

                         - ขาดการรักษาต่อเนื่อง

                         - เสียทรัพย์โดยเปล่าประโยชน์

                        

สามารถกดรับชมสื่อซองยาต้องมีชื่อยาได้ที่นี่ - เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จ.อุบลราชธานี

 

ชุดการเรียนรู้สำหรับครูเพื่อสร้างพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

DOWNLOAD ชุดการเรียนรู้สำหรับครูเพื่อสร้างพฤติกรรมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล