ปรัชญา หลักการ (บัญชียาสมุนไพร)

Search

หลักการ: การพัฒนาบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีหลักการดังนี้

1. มุ่งคัดเลือกยาจากสมุนไพรที่มีความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพ มีความปลอดภัย มีประสิทธิผล มีข้อบ่งใช้ชัดเจน และมีหลักประกันคุณภาพมาตรฐาน ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ

2. บัญชียาจากสมุนไพรเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพร ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรอย่างเป็นระบบเพิ่มขึ้น สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตยาจากสมุนไพรของประเทศ ควบคู่กับกระตุ้นให้เกิดการสร้าง การจัดการ และการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับยาจากสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยในระบบการศึกษาเพื่อผลิตแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย และบุคลากรทางสาธารณสุขที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยาจากสมุนไพร ซึ่งเป็นการสืบสานภูมิปัญญาไทยและจะส่งผลให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านยาและสุขภาพได้อย่างยั่งยืน

3. ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

    3.1 ยาแผนไทย (ยาแผนโบราณ) เป็นยาที่เตรียมขึ้นตามตำรับยาที่อยู่ในคัมภีร์ยาแผนไทย หรือตำรายาที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือสากล หรือเป็นยาเตรียมขึ้นตามหลักการแพทย์แผนไทย ที่มีการใช้ติดต่อกันมาอย่างน้อยสองชั่วอายุคน1 (50 ปี) ซึ่งเป็นข้อมูลที่มากเพียงพอและเชื่อถือได้ในความปลอดภัยและสรรพคุณ

   3.2 ยาพัฒนาจากสมุนไพร เป็นยาที่มีการพัฒนาไปจากตำรายาหรือองค์ความรู้ดั้งเดิม ซึ่งต้องประเมินหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อประกันความปลอดภัย ประสิทธิผล และคุณภาพมาตรฐาน ให้สอดคล้องกับแนวทางสากล

ยาทั้งสองกลุ่มนี้อาจเป็นยาที่ได้รับอนุมัติทะเบียนตำรับยาหรือเป็นเภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพร

4. บัญชียาจากสมุนไพรฉบับนี้จะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ก็ต่อเมื่อมีการพัฒนามาตรการด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ครบวงจร มาตรการที่สำคัญในการส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพร ได้แก่

4.1 มาตรการการสร้างและการจัดการความรู้ พัฒนาระบบการศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิต การใช้ยาจากสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ไว้ในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัย ที่ทำการผลิตแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุข (ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

4.2 มาตรการการพัฒนายาแผนไทยและยาจากสมุนไพร การศึกษาวิจัยทุกด้านเพื่อยืนยัน ความปลอดภัย สรรพคุณ คุณภาพ ความคงตัว และการพัฒนารูปแบบให้มีความสะดวกในการนำไปใช้ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางเภสัชกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตยาจากสมุนไพร การศึกษาความเป็นพิษ และการวิจัยทางคลินิก

4.3  มาตรการในการควบคุมกำกับคุณภาพมาตรฐานยา การติดตามเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาจากสมุนไพร พัฒนากระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตยาจากสมุนไพร (Good Manufacturing Practice, GMP) เป็นต้น

4.4  มาตรการที่เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ โดยเฉพาะแพทย์แผนไทย เพื่อให้มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอกับความต้องการ โดยมีความรู้ ความสามารถในการตรวจวินิจฉัยโรค การผลิตยา  การสั่งใช้ยาและการสั่งจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยอย่างถูกต้องและเหมาะสม

4.5  มาตรการและกลไกเชิงนโยบายระดับชาติ เกี่ยวกับการสนับสนุนการให้บริการสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย การใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกลไกกลางและมาตรการในการส่งเสริมควบคู่กับการติดตามตรวจสอบกำกับดูแลตามนโยบายทุกด้านตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น

4.6  มาตรการในการคุ้มครองภูมิปัญญาไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนไทยและมวลมนุษยชาติป้องกันความไม่เป็นธรรมในการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในท้องถิ่น ทั้งนี้ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและการพัฒนากลไกทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

4.7  มาตรการในการพัฒนาระบบสุขภาพ เพื่อให้ระบบสุขภาพด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบสุขภาพภาคประชาชน มีความเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยง ผสมผสานกับระบบบริการสุขภาพของประเทศทั้งที่เป็นระบบบริการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

4.8  มาตรการทางด้านการเงินการคลัง ระบบการเงินการคลังของประเทศ ต้องสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยาจากสมุนไพร และการใช้ยาจากสมุนไพร

4.9  มาตรการในการคุ้มครองผู้ป่วยผู้บริโภค โดยควบคุม กำกับการส่งเสริมการขายและโฆษณายาที่โอ้อวดเกินจริง

คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้กำหนดเกณฑ์จริยธรรม สำหรับคณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ ในการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติ ดังนี้

  1. จักปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยตระหนักถึงสิทธิผู้ป่วย / ผู้บริโภค และความเหมาะสมตามเศรษฐานะของประเทศ
  2. จักทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ โดยหลีกเลี่ยงการมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest: COI) เพื่อให้การจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นไปอย่างชอบธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงจัดระบบการดำเนินงานตามหลักการของระบบคุณธรรม (Merit system) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบุคลากรที่ประกอบเป็นคณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ ล้วนเป็นผู้มีศักยภาพสูงในการสนับสนุนการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติให้บรรลุผลสำเร็จ การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งดังกล่าวจึงมิใช่การปฏิเสธที่จะเกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติโดยสิ้นเชิง แต่ควรเป็นการกระทำ โดยเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้
  3. ต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางตรง ซึ่งได้แก่ การที่อนุกรรมการฯ และผู้ทำงานในคณะทำงานฯ หรือคู่สมรสเป็นเจ้าของ หุ้นส่วน ผู้บริหาร ลูกจ้าง หรือที่ปรึกษาในธุรกิจนำเข้า ผลิต หรือตัวแทนจำหน่ายยาแผนปัจจุบัน และยาสมุนไพร
  4. กรณีที่เป็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางอ้อม ในช่วง พ.ศ. 2556 - ปัจจุบัน ให้ปฏิบัติตามข้อ 5 ซึ่งการมีส่วนได้ส่วนเสียทางอ้อม  ได้แก่

4.1  การวิจัย หรือทำการทดลองทางคลินิก หรือร่วมทำวิจัยกับธุรกิจยาที่เกี่ยวข้องกับรายการยาที่กำลังพิจารณา

4.2  เคยได้รับหรือคาดว่าจะได้รับเงินสนับสนุนหรือผลตอบแทนในรูปอื่นจากธุรกิจยาที่เกี่ยวเนื่องกับรายการยาที่กำลังพิจารณา ยกเว้นการได้รับการสนับสนุนผ่านหน่วยงานหรือสถาบันเป็นทุน ดูงาน ประชุม หรือบรรยายทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ เป็นทุนเฉพาะค่าเดินทาง ค่าลงทะเบียน ค่าวิทยากร ค่าอาหารและที่พัก สำหรับเฉพาะตนเองเท่านั้น และเฉพาะช่วงเวลาของกิจกรรมวิชาการเท่านั้น

4.3  มีญาติขั้นบุพการี หรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ หรือเป็นลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือมีญาติเกี่ยวพันทางการแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ในธุรกิจยานั้น

4.4  เคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ในธุรกิจยานั้น

4.5  เคยเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือนายจ้างของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ในธุรกิจยานั้น

5. กรณีที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางอ้อม ตามข้อ 4 จักปฏิบัติ ดังนี้

5.1  เปิดเผยแก่คณะอนุกรรมการฯ หรือคณะทำงานฯ ถึงความเกี่ยวพันกับธุรกิจฯ ดังกล่าว โดยให้ฝ่ายเลขานุการแจ้งให้คณะอนุกรรมการฯ หรือคณะทำงานฯ ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนมีการพิจารณายานั้นๆ เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาความเหมาะสมของการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามเกณฑ์จริยธรรม

5.2   แสดงตนไม่ร่วมในการพิจารณาตัดสินคัดเลือกรายการยาเฉพาะกรณีในช่วงเวลาที่คณะอนุกรรมการฯ หรือคณะทำงานฯ พิจารณายานั้น ๆ เว้นเสียแต่การให้ข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับยาหรือรายการยาที่พิจารณา

5.3  ละเว้นการปฏิบัติใดๆ ในลักษณะชักจูงหรือกดดันให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณายา มีการตัดสินใจที่อาจให้คุณหรือโทษต่อการพิจารณายา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณายา

6. ในกรณีที่คณะอนุกรรมการฯ หรือคณะทำงานฯ  ผู้หนึ่งผู้ใดได้ปฏิบัติขัดแย้งกับหลักสำคัญของข้อตกลงนี้ ผู้นั้นยินดีและเต็มใจที่จะให้คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ  ไต่ถามหรือตักเตือนได้ในลักษณะของกัลยาณมิตร

7. ในกรณีที่คณะอนุกรรมการฯ ยังไม่ประกาศผลการพิจารณายาอย่างเป็นทางการ คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ จักไม่เปิดเผยผลการพิจารณาแก่บุคคลอื่น

8.คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ จักลงนามแสดงความบริสุทธิ์ใจในการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติตามเกณฑ์จริยธรรมนี้ โดยลงนามในแบบฟอร์มที่อนุกรรมการฯ กำหนด

เกณฑ์การคัดเลือกยาจากสมุนไพร แบ่งเป็น

. ยาแผนไทย (ยาแผนโบราณ) เป็นยาที่เตรียมขึ้นตามตำรับยาที่อยู่ในคัมภีร์ยาแผนไทย หรือตำรายาที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือสากล หรือเป็นยาที่เตรียมขึ้นตามหลักการแพทย์แผนไทย ที่มีการใช้ติดต่อกันมาอย่างน้อยสองชั่วอายุคน1 (50 ปี)ซึ่งเป็นข้อมูลที่มากเพียงพอและเชื่อถือได้ในความปลอดภัยและสรรพคุณ โดยไม่จำเป็นต้องศึกษาพรีคลินิกและคลินิกเพิ่มเติมซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล เช่น องค์การอนามัยโลก2 สหภาพยุโรป3 แคนาดา1 โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือก ดังนี้

1. ลักษณะของตำรับยา

1.1 เป็นตำรับยาตามตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ4 หรือตำราการแพทย์แผนไทยของชาติและตำรับยาแผนไทยของชาติ5 หรือตำรายาเกี่ยวกับสมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือสากล  หรือ

1.2 เป็นตำรับยาที่เตรียมขึ้นตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย และมีการใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ดั้งเดิมสืบต่อกันมาเป็นเวลานานอย่างน้อยสองชั่วอายุคน1 (50 ปี) หรือ

1.3 เป็นตำรับยาที่เตรียมขึ้นตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ที่มีการใช้จนเป็นที่ยอมรับตามประสบการณ์ที่สั่งสมของแพทย์แผนไทย หรือมีการใช้ในสถานพยาบาล และมีการบันทึกข้อมูลการใช้ทางด้านประสิทธิผล และความปลอดภัย ติดต่อกันมาอย่างน้อย 10 ปี

2. ต้องระบุรายละเอียดสูตรส่วนประกอบ วิธีการเตรียม และข้อบ่งใช้ที่เหมาะสม มีขนาดรับประทานหรือขนาดการใช้ที่มีความแรง ตามที่กำหนดและแสดงข้อมูลด้านความปลอดภัย เช่น ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง อาการ/เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา โดยพิจารณาจากตำราและองค์ความรู้เดิมทางการแพทย์แผนไทย และประสบการณ์การใช้ยา6

ข. ยาพัฒนาจากสมุนไพร เป็นยาจากสมุนไพรที่มีการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีทางเภสัชกรรมหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันตามความเสี่ยงของยา เพื่อประกันความปลอดภัย ประสิทธิผล และคุณภาพมาตรฐาน ให้สอดคล้องกับแนวทางสากล

ยาพัฒนาจากสมุนไพรแบ่งออกเป็น 3 แบบ ตามประเภทเอกสาร ดังนี้

1. ยาพัฒนาจากความรู้ดั้งเดิม (Modified traditional medicines)

ยาจากสมุนไพรที่มีการพัฒนารูปแบบ สูตรตำรับ หรือกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างจากองค์ความรู้ดั้งเดิมซึ่งมีตัวยาสำคัญ/ตัวยาหลัก/สมุนไพรหลักเหมือนเดิม โดยมีความแรง ขนาดยา และสรรพคุณที่สอดคล้องกับตำรับเดิม

เกณฑ์การประเมินความปลอดภัยและสรรพคุณสามารถอ้างอิงหลักฐานการใช้ติดต่อกันมานานของตำรับยาเดิมได้ สำหรับด้านคุณภาพ ต้องแสดงหลักฐานเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

2.ยาที่ยอมรับในทางการแพทย์ (Well-established herbal medicines)

            ยาจากสมุนไพรที่มีรายงานในวารสารทางวิทยาศาสตร์ (bibliographical evidence) เพียงพอที่แสดงว่าการใช้ยานั้นเป็นที่ยอมรับแพร่หลาย (well-established medicinal use) มีประสิทธิผล และมีความปลอดภัย ในระดับที่ยอมรับได้

 เกณฑ์การประเมินความปลอดภัยและสรรพคุณสามารถใช้ข้อมูลรายงานในวารสารทางวิชาการ/วิทยาศาสตร์/ทางการแพทย์ หรือ expert evidence เช่น ฟาร์มาโคเปีย (pharmacopoeia) ผลการทบทวนวรรณกรรม (bibliographical review) และรายงานของผู้เชี่ยวชาญ (expert report)  เป็นต้น

3.ยาพัฒนาจากการวิจัย (Scientifically established herbal medicines)

ยาสมุนไพรที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีข้อบ่งใช้ที่ผ่านการวิจัยด้วยองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

เกณฑ์การประเมินความปลอดภัยและสรรพคุณสามารถใช้การศึกษาวิจัยทางคลินิกและ/หรือพรีคลินิก ร่วมกับเอกสารที่สนับสนุนประสิทธิผลและความปลอดภัยได้แก่ รายงานในวารสารทางวิทยาศาสตร์ (bibliographical evidence) และ/หรือองค์ความรู้ที่สืบทอดต่อกันมา

 

หมายเหตุ สำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรซึ่งจัดเป็นยาแผนปัจจุบันจะไม่อยู่ในกรอบการพิจารณาในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติได้แก่ ยาจากสมุนไพรที่ได้วิจัยพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนได้ตัวยาสำคัญอยู่ในลักษณะ 1) สารบริสุทธิ์ (purified substance) ซึ่งทราบสูตรโครงสร้างแน่ชัด 2) สารสกัดที่นำไปผ่านกระบวนการทางเคมีได้เป็นสารกึ่งสังเคราะห์ (Partial synthesis) 3) สารสกัดที่เติมสารบริสุทธิ์ลงไป

 

รายการเภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ

รายการยาในเภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพร  เป็นยาที่ผลิตเพื่อใช้ในโรงพยาบาลของรัฐ  เพื่อให้มียาจากสมุนไพรที่จำเป็นเพียงพอในการตอบสนองการแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชน  หรือใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน  เพื่อการพึ่งตนเองทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศภายใต้หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยาเตรียมจากสมุนไพรในโรงพยาบาล (Good Compounding Practice for Herbal Products in Hospital) ซึ่งมีเกณฑ์จำเพาะในการพิจารณา  ดังนี้ คือ

 1. ลักษณะของตำรับยา

1.1 เป็นตำรับยาตามตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ4  หรือตำราการแพทย์แผนไทยของชาติและตำรับยาแผนไทยของชาติ5 หรือตำรายาเกี่ยวกับสมุนไพรที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือสากล หรือ

1.2 เป็นตำรับยาที่เตรียมขึ้นตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย และมีการใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ดั้งเดิมสืบต่อกันมาเป็นเวลานานอย่างน้อยสองชั่วอายุคน1 (50 ปี) หรือ

1.3 เป็นตำรับยาที่เตรียมขึ้นตามองค์ความรู้การแพทย์แผนไทย ที่มีการใช้จนเป็นที่ยอมรับตามประสบการณ์ที่สั่งสมของแพทย์แผนไทย หรือมีการใช้ในสถานพยาบาล และมีการบันทึกข้อมูลการใช้ทางด้านประสิทธิผล และความปลอดภัย ติดต่อกันมาอย่างน้อย 10 ปี

1.4 ยาพัฒนาจากสมุนไพรแบ่งออกเป็น 3 แบบ ตามประเภทเอกสาร ดังนี้

1.4.1. ยาพัฒนาจากความรู้ดั้งเดิม (Modified traditional medicines)

1.4.2. ยาที่ยอมรับในทางการแพทย์ (Well-established herbal medicines)

1.4.3.ยาพัฒนาจากการวิจัย (Scientifically established herbal medicines)

2. เป็นตำรับที่เป็นไปตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

 2.1) เป็นเภสัชตำรับโรงพยาบาลที่มีการใช้ในท้องถิ่นมาเป็นเวลานาน ผลิตใช้ในโรงพยาบาลของรัฐ โดยเป็นตำรับยาที่มีการผลิตและใช้ในโรงพยาบาลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี และมีระบบการติดตามความปลอดภัยไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยมีผู้ป่วยไม่น้อยกว่า 400 ราย ตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือ มีข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาในผู้ป่วยอย่างน้อย 1,000 รายที่มีการเก็บข้อมูลตามหลักวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ

 2.2) เป็นเภสัชตำรับยาจากสมุนไพรที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในด้านประสิทธิผล และความปลอดภัย

3. เป็นตำรับยาที่สถานพยาบาลต้องจัดให้มีระบบติดตามเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้ในผู้ป่วย เพื่อติดตามอาการไม่พึงประสงค์ อนึ่ง หากมีปัญหาเกิดขึ้นให้ติดตามอย่างใกล้ชิดและรายงานให้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติทราบโดยด่วน เพื่อดำเนินการตามสมควรต่อไป

 


[1]Health Canada.Pathway for Licensing Natural HealthProducts used as Traditional Medicines. 2012

[2]World Health Organization. Guidelines for the regulation of herbal medicines in the South-East Asia Region, Developed at the Regional Workshop on the Regulation of Herbal Medicines Bangkok, 24-26 June 2003.

[3]European Medicines Agency.Guideline on Non-Clinical Documentation for Herbal MedicinalProducts in Applications for Marketing Authorisation (Bibliographical and Mixed Applications) and In Applications for Simplified Registration. 2006

[4]ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ระบุตํารายา พ.ศ.2556

[5]ประกาศกำหนดตำราการแพทย์แผนไทยและตำรับยาแผนไทยของชาติ (ฉบับที่ 1 – 6) พ.ศ. 2558-2559 ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 132 ตอนพิเศษ 317 ง หน้า 1 ลงวันที่ 30 พ.ย. 58, เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 7 ง หน้า 21 ลงวันที่ 12 ม.ค. 59, เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 93 ง หน้า 7 ลงวันที่ 22 เม.ย. 59, เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 106 ง หน้า 18 ลงวันที่ 11 พ.ค. 59, ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 177 ง หน้า 30 ลงวันที่ 11 ส.ค. 59, ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 177 ง หน้า 31 ลงวันที่ 11 ส.ค. 59)

[6]Therapeutic Goods Administration (TGA). Guidance on equivalence of herbal extracts in Complementary Medicines Version 1.0, February 2011.

ปรัชญา : ส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรไทยในระบบบริการสุขภาพ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและความมั่นคงทางยา

เพื่อเป็นการส่งเสริม  สนับสนุน  การใช้และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ  การแพทย์แผนไทย  การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ  ตามหมวด 7 ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 โดยมีหลักการพื้นฐาน ให้มีการส่งเสริมการแพทย์ทุกระบบอย่างเท่าเทียมกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ และให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกใช้และเข้าถึงการให้บริการของการแพทย์ระบบต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมตามหลักปรัชญาวิถีชีวิตพอเพียง

การส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพร  มีคุณค่าต่อชาวไทย 3 ด้าน คือ 1) ด้านการพึ่งตนเอง การใช้ยาจากสมุนไพรเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสมุนไพรไทยให้กับคนในสังคม  ทั้งในรูปแบบของการบำบัดอาการป่วยเบื้องต้นและโรคเรื้อรัง  หรือการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบของอาหาร  เครื่องดื่ม ให้กับตนเอง ครอบครัว ชุมชน  รวมทั้งประสบการณ์การใช้สมุนไพรจะเป็นการสั่งสมองค์ความรู้ในการที่จะพัฒนาปรับปรุง สร้างนวัตกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่จากสมุนไพร 2) ด้านการสานต่อวิชาของบรรพชนควบคู่กับการส่งเสริมอัตตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศ  การใช้ยาจากสมุนไพร  ซึ่งเป็นมรดกที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมของคนไทย  สืบต่อจากรุ่นเทียด ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย  มาถึงเรา  และการส่งเสริมให้เกิดการใช้อย่างต่อเนื่องก็จะเกิดการส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาไปสู่ รุ่นลูก หลาน เหลน ลื่อ ต่อไป  นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอยู่บนพื้นฐานภูมิปัญญาไทย ทั้งยังเป็นที่ต้องการของสังคมโลกที่ต้องการการเยียวยาจากธรรมชาติ  3) ด้านเศรษฐศาสตร์  คือ  ยาจากสมุนไพรสามารถใช้ในการป้องกันบำบัดโรค รักษาคนเจ็บไข้  ทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันบางรายการที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ  รวมทั้งเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร  ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพรของชุมชน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทย สร้างการหมุนเวียนเงินตราภายในประเทศ และการใช้ยาจากสมุนไพรยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน  และเมื่อประชาชนมีสุขภาพดีมีความสุข  ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีตามไปด้วย

บัญชียาหลักแห่งชาติ ในส่วนที่เป็น “เภสัชตำรับโรงพยาบาลจากสมุนไพร” นี้ เป็นรายการยาที่ผลิตในโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้ยาจากสมุนไพรโดยแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน ในการป้องกันโรคและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง  และจัดเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการแพทย์แผนไทยให้ใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ควบคู่กับการสร้างความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย ประชาชนและชุมชนในการใช้ยาจากสมุนไพรดูแลสุขภาพ  อันเป็นการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาวิถีชีวิตพอเพียงโดยใช้ภูมิปัญญาไทย การแพทย์แผนไทย และเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพรของชุมชน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาจากสมุนไพรไทย สร้างการหมุนเวียนเงินตราภายในประเทศ